สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์เรื่อง “ ตำนานเมืองสระบุรี ” ไว้ตอนหนึ่งว่า “ ในครั้งกรุงธนบุรีนั้น มีศึกพม่ายกมาติดเมืองเวียงจันทน์อันเป็นราชธานีของกรุงศรีสัตนาคนะหุต พวกลาวชาวเวียงจันทน์พากนอพยพหนีพม่าลงมาทางเมืองนครราชสีมาเป็นอันมาก พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดประทานอนุญาตให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ในแขวงเมืองสระบุรี ” ข้อความนี้บอกว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ลาวมาอยู่สระบุรี เพราะก่อนหน้านี้ไม่ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารว่ามีลาวมาอยู่สระบุรี
พ.ศ. 2321 สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมอบให้พระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) และพระยาสุรสีห์นำทัพไปตีนครเวียงจันทน์และยึดนครเวียงจันทน์ได้ ได้นำชาวลาวพร้อมทั้งพระแก้วมรกตและพระบางมาถึงเมืองสระบุรี เมื่อเดือน 4 ปีกุน เอกศก 1441 (พ.ศ.2322) คราวนั้นโปรดฯ ให้ลาวเวียง ลาวหัวเมืองฟากโขงตะวันออกตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองสระบุรี ส่วนพระบรมวงศานุวงศ์ของลาวได้นำมายังกรุงธนบุรี ทรงชุบเลี้ยงเป็นอย่างดี สำหรับพระบางนั้นได้คืนไปให้แก่ลาวเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2408
เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้มีลาวมาอยู่ในเมืองสระบุรีเป็นครั้งที่สอง สืบเชื้อสายมาจนทุกวันนี้
ต่อมาเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) ได้ปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2325 พระนามว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโบก พระองค์ทรงสร้างกรุงเทพฯ เป็นราชธานีของไทย ในการสร้างพระบรมมหาราชวังและเสาหลักเมืองครั้งนี้ มีเรื่องเล่าสืบกันมาว่า ได้มีพระบรมราชโองการไปยังเหนือหัวเมืองต่างๆ ให้ตัดไม้ที่มีลักษณะดีส่งไปยังกรุงเทพฯเพื่อคัดเลือกเป็นเสาหลักเมือง เมืองสระบุรีได้ตัดไม้ตะเคียนส่งไปยังกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้รับการคัดเลือก เสา (วิญญาณแม่ตะเคียนประจำเสา) เสียใจมากจึงลอยทวนกระแสน้ำมาตามลำน้ำป่าสัก หยุดลอยกลางลำน้ำเยื้องที่ว่าการอำเภอเสาไห้ทุกวันนี้ นางไม้ประจำเสาต้นนี้ได้ส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญให้ชาวบ้านได้ยินเสมอ แล้วจมลงใต้น้ำ ณ ที่ตรงนั้นชาวบ้านจึงเรียกหมู่บ้านไผ่ล้อมน้อยว่าบ้านเสาไห้มาจนทุกวันนี้
ต้นปี พ.ศ.2501 วิญญาณแม่ตะเคียนได้เข้าฝันนางเฉลียว จันทรประสิทธิ์ ว่าอยากขึ้นจากน้ำ ชาวบ้านจึงร่วมกันสำรวจใต้น้ำจึงพบว่ามีเสาไม้อยู่จริง และนำขึ้นจากใต้น้ำนำไปไว้ที่วัดสูง อ.เสาไห้ จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2501 จากนั้นก็ถือเอาวันที่ 23 เมษายน เป็นวันสรงน้ำนางตะเคียนเรื่อยมา
ที่เกี่ยวกับสระบุรีอีกอย่างหนึ่ง คือ การซ่อมพระมณฑปพระพุทธบาท อันเนื่องมาจากความเสียหายคราวสงครามกับพม่า เมื่อ พ.ศ.2310 ในรัชสมัยพระเจ้าตากสินก็เพียงแต่ทำหลังคามุงกระเบื้องกั้นพระพุทธบาทไว้ มาในรัชกาลนี้ ทรงมอบหมายให้สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นแม่กองในการซ่อมพระมณฑป พระองค์ทรงแสดงพระราชศรัทธาอันยิ่ง โดยทรงแบกตัวลำยองเครื่องบนพระมณฑปตัวหนึ่ง แล้วเสด็จพระราชดำเนินจากท่าเรือจนถึงพระพุทธบาท ทรงจัดการซ่อมพระมณฑปของเดิมนั้นมี 5 ยอด แต่ซ่อมคราวนี้ทำพระมณฑปยอดเดียวและให้ทำพระมณฑปน้อยกั้นรอยพระพุทธบาทภายในพระมณฑปใหญ่เสาทั้ง 4 กับทั้งเครื่องบนและยอดล้วนแผ่นทองคำหุ้มทั้งสิ้น พ.ศ.2356 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดฯ ให้สร้างพระมณฑปเล็กข้างในให้บริบูรณ์ตามเดิม
พ.ศ.2347 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดฯ ให้กรมหมื่นเทพหริรักษ์ และพระยายมราชนำทัพไปตีพม่าให้ออกจากเมืองเชียงแสน พม่าแพ้ท่านให้เผาเมืองเชียงแสน รวบรวมผู้คนเชียงแสนได้ 23,000 คน แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ส่วนหนึ่ง ให้อยู่เชียงใหม่ ส่วนหนึ่งให้ไปอยู่ลำปาง ส่วนหนึ่งให้ไปอยู่น่าน ส่วนหนึ่งให้ไปอยู่เวียงจันทน์ อีกส่วนหนึ่งให้นำมาใต้ โปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่สระบุรี และราชบุรี สระบุรีจึงมีชาวไทยวน (ชาวไทยที่มาจากเชียงแสน) อยู่สืบทอดขยายประชากรไปทุกอำเภอ (เว้นอ.ดอนพุด และ อ.หนองโดน) และขยายไปยังจังหวัดใกล้เคียง เช่น ที่ อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ อ.ปากช่อง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว มาจนทุกวันนี้
ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเหตุการณ์ เกิดขึ้นกับเมืองสระบุรี อันสืบเนื่องมาจาก พ.ศ.2322 ได้นำพระราชวงศ์ลาวมาอยู่ไทยนั้น มีพระโอรสของพร ะเจ้าสิร ิบุญสาร 4 พระองค์ คือ เจ้านันทเสน เจ้าอินทรวงศ์ เจ้าอนุวงศ์และ เจ้าพรหมวงศ์ มีพระธิดา 1 พระองค์ คือเจ้าหญิง เขียวค้อม (พระนางแก้วฟ้า) สำหรับพระเจ้าพรหมวงศ์มิได้นำมาไทย เมื่อพระเจ้าสิริบุญสารสวรรคตพระมหากษัตริย์ไทยก็ส่งพระโอรสของพระเจ้าสิริบุญสารกลับไปครองเวียงจันทน์ตามลำดับ จนพ.ศ.2347 เจ้าอนุวงศ์ก็ไปครองนครเวียงจันทน์
พ.ศ.2371 ทัพไทยที่กลับจากปราบเจ้าอนุวงศ์ ได้นำครอบครัวลาวลงมาอยู่สระบุรีครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 สระบุรีจึงมีคนไทยเชื้อสายลาวอยู่ทุกอำเภอ
“ ลาวเวียง ” คือลาวที่มาจากนครเวียงจันทน์ ปัจจุบันมีอยู่มากที่อำเภอแก่งคอย หนองแค หนองแซง วิหารแดง เสาไห้ บ้านหมอ
“ ลาวพวน ” คือ ลาวที่มาจากเมืองพวน (แขวงเชียงขวาง) มีอยู่มากท ี่อำเภอหนอง โดน อำเภอดอนพุด และที่หมู่ 6 ต.เจริญธรรม หมู่ 2 ต.วิหารแดง อำเภอวิหารแดง
“ ลาวแง้ว ” คือลาวที่มาจากชนบท ชานเมืองเวียงจันทน์ ปัจจุบันมีอยู่บ้านตาลเสี้ยน บ้านหนองแก บ้านหนองระกำ อำเภอพระพุทธบาท และบางหมู่บ้านในอำเภอหนองโดน
“ ลาวญ้อ ” คือ ลาวที่มาจากเมืองคำเกิดเมืองชัยบุรีในประเทศลาว ปัจจุบันมีอยู่ในบางหมู่บ้าน อำเภอแก่งคอย เช่น บ้านห้วยแห้ง บ้านหาดสองแคว บ้านพระบาทน้อย
ที่ตำบลโคกแย้ อำเภอหนองแค มี วัดอยู่ 2 วัด คือ วัดสนมลาว (วัดไทยงาม) และ วัดสนมไทย (วัดเขาพนมยงค์) วัดสนมไทย เป็นที่อยู่ของคนไทยที่พูดภาไทยภาคกลาง ส่วนวัดสนมลาวเป็นที่อยู่ของกลุ่มชนที่อพยพมาจากนครเวียงจันทน์ ได้มาอยู่ที่บ้านโป่งแร้ง บ้านหนองผักชี และบ้านสนมลาว
ทิศตะวันตกของอำเภอเสาไห้ เดิมมีตำบลชื่อว่า “ ตำบลศาลารีลาว ” ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นตำบลเมืองเก่า วัดม่วงงาม (เดิมชื่อวัดม่วงลาว) ตำบลม่วงงาม อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี มีเจดีย์เก่าทรงโคตรบูรณ์ อันเป็นเจดีย์ที่มีรูปลักษณ์เหมือนเจดีย์ลาว ยังมีปรากฏอยู่ แสดงว่าถิ่นนี้มีลาวเวียงมากเรื่อยไปจนถึงท้องที่อำเภอนครหลวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
สมัยรัชกาลที่ 4 พระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ.2400 ได้โปรดฯ ให้บูรณะพระมณฑปพระพุทธบาทและที่ประทับใหม่หลายหลังในพระราชวังท้ายพิกุล ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ครั้งนี้เป็นเงิน 441 ชั่ง 4 ตำลึง 3 บาท 1 สลึง 1 เฟื้อง ต่อมาพ.ศ.2403 พระองค์เสด็จมานมัสการพระพุทธบาทอีก ทรงยกยอดพระมณฑปและทรงบรรจุพระบรมธาตุ และได้เสด็จไปนมัสการพระพุทธฉาย แล้วเสด็จประทับที่วัดเขาแก้ว (ปัจจุบันคือวัดเขาแก้ววรวิหาร ต.ต้นตาล อ.เสาไห้ จ.สระบุรี)
พ.ศ.2402-2404 พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างที่ประทับที่ตำบลสีทา (ปัจจุบันคือ หมู่ที่ 8 ตำบลสองคอน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ” และจัดให้เขาคอกเป็นที่ฝึกทหาร
การสร้างพระตำหนักที่บ้านสีทานี้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ในหนังสือสาส์นสมเด็จว่า ตั้งแต่ทำหนังสือสัญญาทางไมตรีกับฝรั่งมีกงสุลต่างชาติเข้ามาตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ในสมัยนั้นเมื่อไทยกับฝรั่งยังไม่คุ้นกัน ถ้าเกิดโต้เถียงกัน พวกกงสุลมักขู่ว่า จะเรียกเรือรบเข้ามากรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รำคาญพระราชหฤทัย ทรงพระดำริตั้งเมืองลพบุรีเป็นราชธานีสำรองเหมือนอย่างสมเด็จพระนารายณ์แต่มีความเห็นอีกอย่างหนึ่งว่า ควรตั้งที่เมืองนครราชสีมา จึงโปรดฯ ให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปตรวจ แต่ทรงเห็นว่าเมืองนครราชสีมากันดารน้ำนัก พระองค์โปรดที่เขาคอกในแขวงเมืองสระบุรี จึงคิดททำที่มั่นฝึกทหารที่เขาคอกนั้น และสร้างที่ประทับ ณ ตำบลบ้านสีทา ริมแม่น้ำป่าสัก ซึ่งไม่ห่างจากเขาคอกนัก เขาคอกอยู่ที่บ้านท่าคล้อ หมู่ที่ 3 ตำบลท่าคล้อ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ลักษณะพิเศษของเขาคอกก็คือ มีภูเขาล้อมรอบเหมือนป้อมปราการ มีช่องทางเข้า-ออก แคบๆ อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือเป็นช่อง ทางบก 1 แห่ง ถัดไปทางซ้ายราว 30 เมตร เป็นช่องทางน้ำ 1 แห่ง ภายในหุบเขาเป็นที่กว้าง มีพื้นที่ประมาณ 500 ไร่เศษ มีเนินดิน กำแพงหิน พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ใช้เขาคอกเป็นที่ฝึกพลไว้ป้องกันอริราชศัตรู
สำหรับพระตำหนักสีทานั้น สร้างด้วยเครื่องไม้ ครั้นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกบ้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้รื้อพระตำหนักลงมาสร้างวังพระราชทานพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่ที่พระตำหนักสีทานี้ พระองค์ทรงคุ้นเคยกับชาวบ้านถิ่นนั้น ซึ่งเป็นไทลาว จนพระองค์ฟ้อนและแอ่วได้ชำนิชำนาญ ถ้าไม่ได้เห็นพระองค์แล้วก็สำคัญว่าลาว พระองค์ได้ทรงสร้างวัดไว้วัดหนึ่งอยู่ใต้วัดสองคอนใต้ลงไป พระองค์ทรงเชิญพระพุทธรูปองค์หนึ่งมาจากเวียงจันทน์ประดิษฐานไว้ที่วัดนี้ต่อมาทั้งวัดและวังสีทาร้างชาวบ้านนำพระพุทธรูปนี้ไปประดิษฐานไว้ที่วัดสองคอนใต้ เมื่อหม่อมเจ้าพระองค์สังวรวรประสาธน์ (หม่อมเจ้าพระชัชวาล) เสด็จมาที่นี่ได้เชิญพระพุทธรูปนี้ไปที่กรุงเทพฯ พวกชาวบ้านเสียดายมาก ถึงกับร้องไห้ก็มี เมื่อหม่อมเจ้าสังวรวรประสาธน์ถึงแก่ชีพิตักษัยแล้ว จึงโปรดให้เชิญพระพุทธรูปนี |