ภาษาไทย
English
Contact us
                 
 

 

วิเคราะห์การย้ายที่ประดิษฐาน

พระพุทธรูปทองคำ

วัดพะเยาว์ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี

 

 

 

พระพุทธรูปทองคำ วัดพระเยาว์ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี นับเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญยิ่งอีกองค์หนึ่งของชาติไทย ด้วยเป็นพระพุทธรูปที่สร้างด้วยโลหะธาตุที่มีค่ายิ่งของมนุษยชาติ ไม่อาจสร้างขึ้นมาได้โดยง่าย ในสมัยแต่ก่อนมานั้น จะมีก็แต่พระมหากษัตริย์ที่ทรงพระบุญญาบารมีเท่านั้น ที่สามารถสร้างได้

 

 

 

สถานที่ประดิษฐานในชั้นแรก

พระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่ เลิศล้ำด้วยคุณค่ายิ่งเช่นนี้ เป็นสมบัติสำคัญชั้นสุดยอดของบ้านเมือง เป็นพระพุทธปฏิมาที่พระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทรงสร้างขึ้นมา ด้วยพระราชศรัทธาอันสูงสุดในพระบวรพุทธศาสนา เป็นธรรมดาที่จะต้องรักษาไว้ หรือประดิษฐานไว้ในสถานที่สำคัญที่สุดของพระนคร

ดังนั้น พระอารามอันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ จึงต้องเป็น “ วัดพระศรีสรรเพชญ์” พระอารามเดียวที่ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐาน เป็นพระอารามสำคัญที่สุดในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

ประหนึ่งทรงปรารถนาที่จะให้เป็นบริวารแวดล้อมเสริมส่งองค์ “ พระศรีสรรเพชญ์” พระพุทธรูปคู่บ้านเมืององค์สำคัญที่สุดของกรุงศรีอยุธยา ให้เพิ่มศรีสง่ายิ่งๆ ขึ้น ดุจดาวล้อมเดือนที่ปรากฏอยู่ในท้องฟ้านั่นเอง

หลักฐานที่สนับสนุนนี้ปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุของชาวต่างประเทศชาติตะวันตก ที่เข้ามาเยี่ยมเยือนกรุงศรีอยุธยาให้ยามที่กำลังมั่งคั่งรุ่งเรืองได้บันทึกถึงเรื่องราวความใหญ่โตสง่างามของกรุงศรีอยุธยาด้วยวัดวาอาราม และปราสาทราชฐาน ขบวนเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคไว้มากมายเป็นที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง

ในที่นี้จะขออ้างถึงบันทึกของบาทหลวง เดอ ชัวสี ที่เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับเชวาเลีย เดอ โชมองต์ อัครราชทูตฝรั่งเศสคนแรก ที่เข้ามาเจริญมาทางพระราชไมตรีกับไทยเรา ในสมัยแผ่นดินสมเด็จสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อปี พ.ศ. 2228

ในบันทึกประจำวันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2228 ได้พรรณนาถึงเรื่องราวตอนที่ได้เข้าไปชมวัดพระศรีสรรเพชญ์ พระอารามสำคัญที่สุดของกรุงศรีอยุธยา ว่าได้พบเห็นพระพุทธรูปทองคำขนาดใหญ่ในพระอารามดังกล่าวเป็นจำนวนหลายองค์เลยทีเดียว รวมทั้งยังได้เห็นพระศรีสรรรเพชญ์ พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืององค์สำคัญที่สุดของกรุงศรีอยุธยาด้วย

ดังมีความตอนหนึ่ง แจ้งไว้ดังนี้

“ เราพากันเดินต่อไปอีกสักพักใหญ่ ก็ไปถึงพระอารามหลวง พอย่างเข้าไปข้าพเจ้าก็คิดว่าเป็นโบสถ์อย่างของเรานั่นเอง ที่ระเบียงโบสถ์มีเสากลมใหญ่เป็นอันมาก แต่ไม่มีลวดลายพิสดารอะไรเลย เสาใหญ่ๆ ตามทางเดินและที่ชานระเบียงปิดทองตลอดทั้งต้นทุกๆ ต้น ส่วนกลางในที่ใกล้กับแท่นอันประดิษฐานพระพุทธรูปนั้น ประดับประดางดงามมาก บนฐานมีพระพุทธรูปทองคำอยู่ 3 องค์ ขนาดเท่าคนธรรมดา นั่งอยู่ในท่าที่ชาวเมืองชอบนั่งเสมอกันเป็นนิจ (เห็นจะนั่งขัดสมาธิ ไม่ใช่นั่งพับเพียบ) มีเพชรเม็ดใหญ่ประดับอยู่ที่พระนลาฎและที่นิ้วพระหัตถ์”

“ เทวรูปองค์ที่ตั้งอยู่ทางซ้ายมือเมื่อขาเข้ามานั่น เป็นที่เคารพบูชาของชนชาวสยามทั่วไป เป็นสมมุติเทวรูปแห่งเทพยดาของชาวสยาม (เห็นจะเห็นพระสยามเทวาธิราช) ซึ่งเมื่องสองหรือสามพันปีมาแล้วอยู่ที่เกาะลังกา ต่อมาประเทศอื่นๆ ที่ใกล้เคียงได้ไปรักษาไว้ และในที่สุดพระเจ้ากรุงสยามมีชัยชนะในการสงคราม จึงอัญเชิญเทวรูปนั้นมาประดิษฐานไว้ที่พระอารามนั้น”

“ ส่วนกลางพระอารามนี้ค่อนข้างจะคับแคบและมืดไปสักหน่อย มีชวาลาจุดตามประทีปไว้ 50 ดวง พอไปถึงที่สุดตอนกลางพวกเรารู้สึกประหลาดเป็นอันมาก ด้วยได้เห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่หุ้มทองหนาถึง 3 นิ้วฟุต (พระศรีสรรเพชญ์ – ผู้เขียน) เป็นความจริงพระพุทธรูปองค์นี้สูงประมาณ 42 ฟุต (6 วา 2 ศอก) ส่วนกว้างประมาณ 13,414 ฟุต (8-7 ศอก) เขาพูดกันว่าทองคำที่หุ้มนั้นมีน้ำหนักถึง 12,400,000 ปอนด์ ฝรั่งเศส (คิดอย่าน้ำหนักทองคำ)

“ นอกจากนี้เรายังได้เห็นพระพุทธรูปทองคำที่ในโบสถ์ (น่าจะเป็นพระวิหาร- ผู้เขียน) อื่นๆ ในพระอารามหลวงอีกหลายองค์ สูง 17-18 ฟุตเท่านั้น (10-11 ศอก) ขนาดเท่าคนก็มี และแทบทุกองค์มีอัญมณีประดับอยู่ที่พระนลาฎและที่นิ้วพระหัตถ์ ข้าพเจ้ารับรองว่านิ้วพระหัตถ์นั้นเป็นทองคำแท้ทีเดียว พวกเราลองจับและลูบคลำดูทุกคน ส่วนพระพุทธรูปองค์ใหญ่นั้น ข้าพเจ้ามิได้แตะต้อง เป็นแต่ยืนอยู่ห่างประมาณ 5-6 ฟุต แต่ก็เชื่อแน่ว่าคงเป็นทองคำเช่นเดียวกับพระพุทธรูปองค์อื่นๆ เหมือนกัน เพราะลักษระและสีสันวรรณะเท่าที่แลเห็นนั้น ก็เป็นอย่างเดียวกันทั้งสิ้น”

“ นอกจากพระพุทธรูปเหล่านี้แล้ว ยังมีพระพุทธรูปซึ่งประดับเครื่องทองคำอีก 30 องค์เศษ และยังมีอีก 3 องค์ สูง 25 ฟุต (3 วา 3 ศอก) และอีก 150 องค์ขนาดเท่าคนธรรรมดา พระพุทธรูปเหล่านี้มีอยู่ 3-4 องค์ ที่หุ้มทองคำ ข้าพเจ้าเห็นพระพุทธรูปเงิน 2 องค์เท่านั้น และที่เป็นทองสัมฤทธิ์ก็มีบ้าง”

“ ท่านอยากจะรู้จักชื่อพระพุทธรูปองค์ใหญ่ไหม? พระพุทธรูปองค์ใหญ่นั้นมีชื่ออย่างเดียวกับพระอาราม (วัดพระศรีสรรเพชญ์) พระพุทธรูปบางองค์สูงเพียง 2 ฟุต ก็มี ทำด้วยทองคำ และทองแดงประสมกัน (คือนาก) มีรัศมีอร่ามสุกใสยิ่งเสียกว่าทองคำแท้ๆ”

(จากจดหมายเหตุรายวันของบาดหลวง เดอ ชัวสี ผู้ช่วยมองสิเออร์ เชอวาเลีย เดอ โชมอง ราชทูตของพระเจ้าลูอิสมหาราชที่ 14 กรุงฝรั่งเศส เข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีครั้งแรก พ.ศ. 2228 ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ณ กรุงศรีอยุธยา)

ดังนั้น ทำให้เราทราบได้ว่าในวัดพระศรีสรรเพชญ์เวลานั้น มีพระพุทธรูปทองคำขนาดใหญ่อยู่เป็นจำนวนหลางองค์ด้วยกัน

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้น่าเชื่อได้ว่าพระพุทธรูปทองคำ ที่ประดิษฐานอยู่ในวัดพะเยาว์ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี เดิมทีคงจะต้องประดิษฐานอยู่ในวัดพระศรีสรรเพชญ์ พระอารามสำคัญที่สุดในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ซึ่งเป็นวัดเดียวที่อยู่ในเขตพระราชฐาน

 

 

 

การย้ายออกมาประดิษฐานนอกพระนคร

การที่จะเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปทองคำล้ำค่าขนาดใหญ่ ที่มีความสำคัญยิ่งจากวัดพระศรีสรรเพชญ์ในเขตพระราชฐาน ออกมาประดิษฐานไว้ภายนอกนั้น มิใช่เรื่องเล็กน้อยจะต้องเป็นพระบรมราชโองการ หรือพระราชบัญชา อย่างน้อยก็ต้องเป็นพระบรมราชานุมัติขององค์พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็น “ เจ้าชีวิต” มีอำนาจสูงสุดของแผ่นดินเท่านั้น

อีกประการหนึ่ง เรื่องนี้จะต้องบังเกิดมีขึ้นในยามที่กรุงศรีอยุธยายังเป็นปรกติสุขดีอยู่พอสมควรเท่านั้น

ทั้งนี้ หากเกิดขึ้นในขณะที่กองทัพพม่าเข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยาแล้วไซร้ จะไม่มีทางเคลื่อนย้ายอัญเชิญพระพุทธรูปล้ำค่าควรเมืองเช่นนี้ ออกมานอกกำแพงเมืองได้เลย ด้วยทุกคนย่อมมุ่งรักษาชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัย คงไม่มีใครกล้าเสี่ยงเปิดประตูเมืองออกมา พร้อมกับนำพระพุทธรูปองค์ใหญ่มีค่าสูงสุดออกมาด้วยเป็นแน่ เพราะไม่มีทางรอดพ้นเงื้อมมือพม่าไปได้เลย

ดังนั้น ในลำดับต่อไปจะได้พิจารณาถึงสถานการณ์แวดล้อม ความเป็นไปในกรุงศรีอยุธยา ในระยะก่อนหน้าที่จะเสียกรุงครั้งที่ 2 ไม่นานต่อไป เพื่อให้สามารถชี้ประเด็นได้ถึงพระมหากษัตริย์พระองค์นั้นต่อไป

ความที่น่าจะเป็นไปได้อย่างยิ่ง ก็คือพฤติการณ์ของ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ซึ่งราษฎรทั่วไปชอบออกพระนามกันอย่างสามัญว่า “ ขุนหลวงหาวัด” พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 32 ของกรุงศรีอยุธยา ซึ่งทรงดำรงอยู่ในราชสมบัติได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น ในปี พ.ศ. 2301 โดยเหตุที่ต้องเสด็จออกทรงผนวชถึง 2 ครั้ง 2 หน ด้วยเหตุผลทางการเมืองเป็นเรื่องขุ่นเคืองรำคาญในพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง จนสุดที่จะทนดำรงอยู่ในราชสมบัติต่อไปได้

ในที่สุด ก็มิได้ลาผนวชออกมา ตราบกระทั่วเสด็จสวรรคตในเมืองพม่า ด้วยทรงถูกจับเป็นเชลยไปในคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 นั้น

ด้วยเหตุนี้ คนทั่วไปในสมัยนั้นจึงพากันออกพระนามว่า “ ขุนหลวงหาวัด”

การเสด็จออกทรงผนวชครั้งแรกนั้น ได้บังเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2301 หลังจากเพิ่งครองราชย์ย์สืบต่อจากสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ พระราชบิดามาได้ 2 เดือน ทั้งนี้เกิดจากพระเจ้าเอกทัศ (ขุนหลวงขี้เรื้อน) พระเชษฐาซึ่งพระราชบิดาขับไล่ไสส่งให้ออกไปทรงผนวชเสียไม่ยอมให้ครองราชย์บัลลังก์ ด้วยความประพฤติไม่เหมาะสมนั้น

ครั้งเมื่อพระเจ้าบรมโกศสวรรคต พระเจ้าอุทุมพรได้ทรงครองราชย์สมบัติสืบต่อมาตามราชประเพณี ในตอนนี้เองได้ลาผนวชออกมาแล้วสถาปนาตนเองขึ้นเป็นเสมือนพระเจ้าแผ่นดินขึ้นมาอีกพระองค์หนึ่ง โดยพระราชชนนีแสดงท่าทีสนับสนุนด้วย

ด้วยเหตุนี้ ทำให้พระเจ้าอุทุมพรตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ หลังจากประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมาได้เพียง 10 วัน พระเจ้าเอกทัศน์ได้ขึ้นครองราชย์สมบัติสืบต่อมา

พระเจ้าอุทุมพรได้เสด็จออกไปทรงผนวชที่วัดเดิม (วัดอโยธยา) นอกพระนครทางฝั่งตะวันออก แล้วเสด็จไปประทับจำพรรษาอยู่ที่วัดประดู่โรงธรรม ซึ่งอยู่ไกลพระนครออกไปอีก

 

ครั้งปีรุ่งขึ้น พ.ศ. 2302 ก็มีกองทัพพม่าบุกเข้ามาทางใต้ ตีหัวเมืองต่างๆได้มาตามลำดับ กองทัพไทยที่ส่งออกไปรับมือจากในกรุง ประสบแต่ความปราชัยพ่ายแพ้โดยตลอด ในที่สุดกองพม่าก็รุกเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยา

ในกรุงศรีอยุธยาเวลานั้น ได้บังเกิดโกลาหลขึ้นมาเป็นการใหญ่ จนถึงขั้นได้มีการเรียกร้องให้พระเจ้าอุทุมพรทรงลาผนวชกลับมาครองราชสมบัติต่อไปตามเดิม ด้วยเกรงบ้านเมืองจะไปไม่รอด

พระเจ้าเอกทัศต้องทรงยอมปฏิบัติตามมติมหาชนโดยดี พระเจ้าอุทุมพรได้กลับมาครองราชสมบัติดังเดิม

พระเจ้าอุทุมพรได้ทรงเข้ารับพระราชภาระป้องกันบ้านเมืองยามคับชันอย่างเข้มแข็งทั้งสองฝ่ายต่างก็ใช้ปืนใหญ่ออกยุทธแย้ง ยิงระดมเข้าใส่กัน เสียงดังลั่นสนั่นปถพี ครั้งนั้น พระเจ้าอุทุมพรถึงกับทรงบัญชาการยิงปืนใหญ่ด้วยพระองค์เอง ส่วนทางฝ่ายพม่านั้นเล่า พระเจ้าอลองพญาก็ทรงเข้าบัญชาการยิ่งอย่างใกล้ชิดเช่นกัน

ครั้งนั้น กระสุนปืนใหญ่นัดหนึ่งจากฝ่ายพม่า ได้ยิงเข้ามาถูกยอดปราสาทพระที่นั่งสุริยาสอมรินทร์ ที่ประทับของพระเจ้าเอกทัศเวลานั้น ส่งผลให้ยอดปราสาทพังทลายลงมา สร้างความตระหนกตกใจให้แก่ชาวกรุงยามนั้นเป็นอันมาก

แต่กรุงศรีอยุธยาครั้งนั้นยังไม่ถึงคราวชะตาขาด จึงบังเกิดเหตุใหญ่ร้ายแรงขึ้นแก่กองทัพหลวงของพม่า ด้วยปืนใหญ่ได้ระเบิดขึ้นมา สะเก็ดระเบิดถูกพระเจ้าอลองพญาถึงบาดเจ็บสาหัส

ปืนใหญ่จากฝ่ายพม่า ต้องสงบเสียงลงทันที

กองทัพพม่าต้องล่าถอยกลับขึ้นไปทางเหนืออย่างรีบร้อน หลังจากที่ล้อมกรุงศรีอยุธยามาได้เพียง 19 วัน ขณะที่ทัพพม่าล่ากลับไป ยังมิทันที่จะพ้นแดนเมืองตากพระเจ้าอลองพญาก็เสด็จสวรรคตด้วยทนพิษบาดแผลไม่ไหว

พอศึกพม่าสงบลง ภายในกรุงศรีอยุธยาก็บังเกิด “ ศึกชิงราชบัลลังก์” ขึ้นมาใหม่อีก พระราชพงศาวดารบันทึกเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้สั้นๆ ดังนี้

“ อยู่มาวันหนึ่งเพลากลางคืน มีพระราชโองการให้หาพระอนุชาธิราชเจ้าเข้าเฝ้าถึงที่ข้างใน ครั้งเสด็จเข้าไปทอดพระเนตรเห็นพระเจ้าพี่ถอดพระแสงดาบพาดพระเพลาอยู่ ก็เข้าพระทัยว่าทรงรังเกียจจะทำร้าย มิให้อยู่ในฆราวาส จึงเสด็จกลับออกมาที่ข้างหน้า ครั้นถึง ณ เดือนแปดข้างขึ้น จึงเสด็จลงเรือพระที่นั่งออกไป ณ วัดโพธิ์ทองคำหยาด ทรงพระผนวชแล้วเสด็จกลับเข้ามาอยู่ ณ วัดประดู่ดังแต่ก่อน”

รวมความว่า พระเจ้าอุทุมพรไม่ทรงประสงค์จะต่อกรกับพระเชษฐา ทรงยอมสละพระราชอำนาจ ก้าวลงจากราชบัลลังก์แต่โดยดี แล้วก็ทรงหันเข้า “ หาวัด” อีกครั้งหนึ่ง ด้วยการเสด็จออกไปทรงผนวชที่วัดโพธิ์ทอง ใกล้กับตำหนักบ้านคำหยาดที่ประทับ ในแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ ซึ่งอยู่ไกลออกไปถึงในเขตจังหวัดอ่างทองปัจจุบัน แล้วก็เสด็จกลับเข้ามาประทับจำพรรษาอยู่ ณ วัดประดู่โรงธรรมชานพระนครศรีอยุธยา ดังแต่กาลก่อน

ในการเสด็จออกทรงผนวชเป็นครั้งที่ 2 ของพระเจ้าอุทุมพร หรือ “ ขุนหลวงหาวัด” นี้เอง ที่สันนิษฐานว่าคงจะได้อัญเชิญพระพุทธรูปทองคำองค์ออกมาจากวัดพระศรีสรรเพชญ์ ในครั้งนั้นด้วย

ครั้งนั้น “ ขุนหลวงหาวัด” คงจะได้ทูลขออนุญาตอัญเชิญพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ไปไว้สักการบูชา เพื่อเป็นมิ่งขวัญเสริมพระบารมีทางธรรมของพระองค์ให้เจริญก้าวหน้าไปด้วยดียิ่งขึ้นสืบไป พระเจ้าเอกทัศน์ผู้เป็นพระเชษฐายอ่มจะทรงอนุโลมตามคำขอของพระอนุชา โดยทรงมีพระบรมราชานุมัติให้ด้วยดี ด้วยทรงเห็นแก่พระอนุชาผู้ทรง “ หลีกทาง” ให้พระองค์ขึ้นสู่ราชบัลลังก์ ได้สำเร็จด้วยความราบรื่นอีกเป็นครั้งที่ 2

นอกจากนั้น ยังเชื่อว่าเทพยดาผู้รักษาพระพุทธรูปทองคำองค์สำคัญยิ่งนี้ คงจะทรงเล็งเห็นด้วย “ ทิพยญาณ” ถึงมหันตภัยครั้งใหญ่ร้ายแรงยิ่งอันจะบังเกิดแก่กรุงศรีอยุธยาในกลางข้างหน้าไม่ช้านี้ ถึงทรงบันดาลให้พระเจ้าอุทุมพรต้องพระทัยในพระพุทธรูปทองคำองค์นี้เป็นพิเศษ จึงได้ทูลขอต่อพระเจ้าเอกทัศ ในโอกาสที่จะได้เสด็จออกทรงผนวชเป็นคำรบสองนั้นเอง

 

 

วัดประดู่โรงธรรม

วัดประดู่โรงธรรม หรือที่ปัจจุบันเรียกกันว่า “ วัดพระดู่ทรงธรรม” ตามนามใหม่ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระราชทานให้เมื่อประมา 150 ปีมานี้

วัดนี้อยู่ห่างไกลออกไปนอกตัวเมืองเป็นอันมาก นอกบริเวณเกาะอันเป็นที่ตั้งของพระนครศรีอยุธยา อยู่ทางทิศตะวันออกของสถานีรถไฟอยุธยาในปัจจุบัน เยื้องขึ้นไปทางเหนือเล็กน้อย นอกเส้นทางรถไฟสายเหนือออกไปไม่ไกล

บริเวณเดียวกันนี้ มีวัดโบราณเก่าแก่เรียงรายอยู่ในแนวเดียวกันหลายวัด เป็นต้นว่า วัดอโยธยา (วัดเดิม) วัดสมณโกศ วัดกุฎีดาว ฯลฯ

พื้นที่บริเวณนี้เชื่อกันว่าเป็นที่ตั้งของเมืองอโยธยา เป็นเมืองใหญ่ที่มีมาก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ในปี พ.ศ. 1893 ที่ตั้งวัดอโยธนาหรือ “ วัดเดิม” นั้น เป็นเขตพระราชฐานมาแต่เดิม

ดังนั้นบรรดาวัดวาอารามต่างๆ ในอาณาบริเวณนี้จึงมีมาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แล้วได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์กันในชั้นหลัง ต่อมาก็ได้กลายเป็นวัดร้าง ปรักหักพังทรุดโทรมไปตามๆ กัน

วัดเหล่านี้จึงนับเป็นเขตอรัญญิก เป็นวัดในฝ่ายอรัญวาสี หรือที่นิยมเรียกกันในปัจจะบันว่า “ วัดป่า” อยู่นอกเมืองห่างไกลจากย่ายที่อยู่อาศัยของผู้คนเป็นอันมาก

วัดประดู่โรงธรรมนี้ ก็เป็นวัดป่าเช่นกัน ในสมัยกรุงศรีอยุธยาจึงนบว่าห่างไกลตัวเมืองมาก ไปมาลำบาก จึงเป็นสถานที่วิเวก เหมาะสำหรับปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน บำเพ็ญสมถะภาวนาเจริญสมาธิ บรรดาเจ้านานและขุนนาง ชนชั้นสูงในสมัยนั้นนิยมไปปฏิบัติธรรมกันมาก เฉพาะอย่างยิ่งเจ้านานในยามที่ทรงผนวชก็จะนิยมผนวชในวัดฝ่ายอรัญวาสีทั้งสิ้น ด้วยมีเวลาทรงผนวชจำกัด สามารถดำรงสมณเพศอยู่ได้เพียงพรรษาเดียว ก็จะต้องลาผนวชออกมารับราชการไม่อาจทรงผนวชได้นานๆ ดังเช่นสามัญชนทั่วไป

วัดประดู่โรงธรรมเป็นสำนักที่มีชื่อเสียงมาก ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนหลายเป็นสำนักที่พระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ นิยมเสด็จออกไปประทับเพื่อปฏิบัติธรรมในยามทรงผนวช ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ได้เสด็จออกไปประทับอยู่ที่วัดนี้ในการทรงผนวชทั้งสองครั้ง

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธรูปทองคำจึงได้ย้ายออกจากพระอารามหลวงสำคัญในเขตพระราชฐานพระนครศรีอยุธยาออกมาประดิษฐานอยู่ ณ วัดประดู่โรงธรรม ในช่วงเวลาที่ใกล้จะเสียกรุงแก่พม่าในครั้งที่สอง ในปี พ.ศ. 2310

 

 

ย้ายไปอยู่ที่อำเภออุทัย

ในช่วงเวลาที่กองทัพพม่าได้ยาตราเข้ามาย่ำยีราชอาณาจักรไทยครั้งใหญ่ เมื่อปี พ.ศ. 2308-2310 พร้อมกับทำลายบ้านเมืองทั้งฝ่ายเหนือและใต้ ให้ย่อยยับตามๆ กันมาเป็นลำดับ จนรุกคืบหน้าเข้ามาใกล้จะถึงกรุงศรีอยุธยานั้นเอง ทางในกรุงก็เตรียมพร้อมด้วยการอพยพกวาดต้อนผู้คน ขนข้าวของเสบียงอาหารเข้าไปไว้ในกรุงจนหมดสิ้น

ครั้งนี้ พระภิกษุ “ ขุนหลวงหาวัด” ก็ต้องทรงอพยพเข้ามาประทับอยู่ ณ วัดราชประดิษฐาน ภายในกำแพงพระนครด้วย วัดราชประดิษฐานนี้ตั้งอยู่ทางด้านเหนือของพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ เมื่อก่อนเสวยราชสมบัติก็ได้เคยเสด็จมาทรงผนวช และประทับอยู่ ณ วัดนี้

พระพุทธรูปทองคำ ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ วัดประดู่โรงธรรมในเวลานั้น คงจะได้มีการนำปูนมาพอกองค์พระ แปลงให้เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นแล้วลงรักปิดทองพรางตาไว้ มิให้คนภายนอกทราบว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำล้ำค่า ไม่เป็นที่ต้องตาติดใจของบุคคลผู้ใดอีกต่อไปในตอนนี้เอง

ทั้งนี้ อาจเป็นพระดำริและพระบัญชาของพระภิกษุ “ ขุนหลวงหาวัด” ด้วยเป็นพระพุทธรูปล้ำค่าที่ทรงโปรด และทรงมีพระราชศรัทธาเลื่อมใสเป็นยิ่งนัก ย่อมจะทรงห่วงใยต่อเภทภัย อันอาจจะบังเกิดมีขึ้นแก่องค์ประปฏิมา ด้วยกำลังมีศึกใหญ่มาประชิดติดพระนครเหลือที่กำลังชองฝ่ายไทยในเวลานั้นจะต้านรับไหว เพราะเหตุที่บ้านเมืองกำลังอ่อนแอเหลวแหลกเต็มที่แล้ว

ถ้าหากมิใช่พระดำริของ “ ขุนหลวงหาวัด” โดยตรงแล้ว ก็อาจจะเป็นข้าราชบริพารคนสำคัญในขณะนั้น ที่ได้พากันออกบวชโดยเสด็จในครั้งนั้นเป็นจำนวนมาก ทำให้บ้านเมืองขาดคนดีมีฝีมือ จึงเสื่อมทรามทรุดดทรมลงโดยลำดับ

เมื่อจัดการพอกปูน ห่อหุ้มดัดแปลงพุทธลักษณะขององค์พระพุทธรูปให้ผิดแปลกไปจากเดิม ไม่ให้เป็นที่สนใจของคนทั่วไปได้แล้ว ต่อมาก็ดำเนินการโยกย้ายออกไปให้อยู่ห่างไกลกรุงศรีอยุธยาออกไปอีก เพื่อให้พ้นสายตาและเงื้อมมืของพม่าข้าศึก

โดยอาจจะนำไปฝากไว้ที่วัดใดวัดหนึ่งในท้องที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาปัจจุบัน ซึ่งไม่ไกลออกไปเท่าใด ซึ่งขณะนั้นพระพุทธรูปก็อยู่ในสภาพพระปูนปั้นธรรมด ทั้งองค์ก็เขื่องน้ำหนักมาก ไม่มีผู้คนสนใจปรารถนากันอีกต่อไปแล้ว

ต่อมาภายหลัง บ้านเมืองต้องเปลี่ยนแปลงไป อันเป็นผลกระทบจากการศึกสงครามหรือการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานของผู้คนในครั้งนั้น ด้วยสาเหตุต่างๆ ทำให้วัดวาอารามในท้องที่ห่างไกลต้องกลายเป็นวัดร้างไป

พระพุทธรูปปูนปั้นองค์สำคัญนี้ จึงถูกทอดทิ้งกรำแดดกรำฝน ปราศจากผุ้คนเหลียวแลตลอดมา เป็นเวลากว่า 100 ปี คนรุ่นเก่าที่เคยรู้เรื่องก็ล้มหายตายจากไป ตามกาลเวลา คนรุ่นหลังต่อมาก็ไม่รู้ถึงคุณค่า ปล่อยทิ้งไว้ตามยถากรรมตลอดมา รอวันเวลาที่ผู้มีบุญวาสนาจะได้มาประสบพบเห็น และอัญเชิญไปไว้สักการบูชาแล้วจะได้ประสบกับสิ่งมหัศจรรย์ จนเป็นที่ปลาบปลื้มกันทั่วหน้า ตราบชั่วกาลนาน

 

 

 

ย้ายมาอยู่ที่สระบุรี

พระพุทธรูปทองคำในสภาพพระปูนปั้นปิดทองธรรมดาองค์นี้ ได้ถูกทิ้งไว้ตามยถากรรมในท่ามกลางซากปรักหักพังของวัดร้างแห่งหนึ่งในอำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นเวลานานถึง 100 ปีเศษ โดยไม่มีบุคคลใดสนใจแต่ประการใดเลย

จวบจนล่วงมาถึงปี พ.ศ. 2420 กลางสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวบ้านศาลารีไทย หมู่ที่ 3 ตำบลศาลารีไทย อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ได้สามัคคีพร้อมใจกันสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นในหมู่บ้าน ขนานนามว่า วัดอุทิศสโมสร แต่ยังขาดพระประธาน ซึ่งจะต้องเป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่พอสมควร

พอดีได้ทราบข่าวว่าที่บริเวณวัดร้างแห่งหนึ่ง ในอำเภอุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเวลานั้น มีพระพุทธรูปปูนปั้นองค์หนึ่ง ถูกทิ้งไว้ให้กรำแดดกรำฝนมาเป็นเวลาหลายปีแล้วไม่มีผู้ใดสนใจเลย จึงได้ตกลงกันไปอัญเชิญพระพุทธรูปดังกล่าวมาประดิษฐานไว้ที่วัดอุทิศสโมสรในครั้งนั้น

ในครั้งนั้นก็คงจะต้องอาศัยเรือบรรทุก ล่องมาตามลำน้ำป่าสักเท่านั้น ด้วยครั้งนั้นบ้านเมืองเรายังปราศจากถนนหนทางไม่มีเส้นทางคมนาคมางบกดังเช่นปัจจุบัน

จนถึงประมาณปี พ.ศ. 2478 หมู่บ้านย่านวัดอุทิศสโมสร ต้องประสบกับปัญหาอัตคัดขาดแคลนน้ำที่จะใช้อุปโภคบริโภค ซ้ำยังเกิดฝนแล้งเพิ่มขึ้นมาอีก ติดต่อกันมาหลายปีจนชาวบ้านย่านนี้ไม่สามารถทนสู้อยู่ในถิ่นเดิมอีกต่อไปได้ จึงพากันอพยพไปตั้งถิ่นฐานหาที่อยู่ใหม่ในที่อื่น ปล่อยวัดอุทิศสโมสรทิ้งไว้ให้กลายเป็นวัดร้างในเวลาต่อมาพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ที่ซ่อนพระทองคำองค์ใหญ่ไว้ภายในก็ถูกทอดทิ้งสู้แดดฝนตามยถากรม ต่อมาอีคำรบหนึ่งเป็นเวลาหลายปี

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2484 อันเป็นช่วงเวลาที่เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพานั้น ทางวัดพะเยาว์ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน ต้องการหาพระประธานองค์ใหม่ ด้วยมีอุโบสถใหม่กว้างใหญ่กว่าเดิม พระประธานที่มีอยู่เก่าองค์เล็กไป ไม่สง่าเหมาะสมกับอุโบสถใหม่ ชาวหมู่บ้านพะเยาว์จึงได้พร้อมใจกันไปอัญเชิญพระพุทธรูปปูนปั้นองค์นี้จากวัดอุทิศสโมสรซึ่งตอนนั้นเป็นวัดร้างแล้วมาเป็นพระประธานในอุโบสถ

 

 

องค์จริงเปิดเผย

ต่อมาในปี พ.ศ. 2493 พระเทพวิมลโมลี (มณี สุวโจ) เจ้าคณะจังหวัดสระบุรีในขณะนั้น ชาวบ้านพะเยาว์ได้นิมนต์มาเป็นพระอุปัชณาย์ ให้การอุปสมบทแก่กุลบุตรชาวบ้านในย่านนั้นที่วัดพะเยาว์นี้ ครั้นท่านเห็นพระประธานในอุโบสถของวัดมีพุทธลักษระงดงามดี แต่ตามองค์พระมีรอยปูนกะเทาะดูกระดำกระด่างอยู่ทั่วไปทำให้ดูไม่เป็นที่เจริญหูเจริญตาเสียเลย ไม่สมควรปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป

พระเทพวิมลโมลีจึงมีเถรบัญชาให้พระอธิการ เกลี้ยง มีสวัสดิ์ เจ้าอาวาสในเวลานั้น จัดการขัดสีฉวีวรรณทำความสะอาดองค์พระให้ดูสดใสสง่างาม นำความปิติเบิกบานใจมาสู่ผู้ที่ได้เข้ามาทัศนาถวายสักรบูชาเพิ่มความเป็นสิริมงคลยิ่งขึ้น

ครั้นชาวบ้านพะเยาว์ได้ช่วยกันทำความสะอาดองค์พระปรากฏว่าปูนที่พอกองค์พระบางส่วนนั้นได้&