การย้ายออกมาประดิษฐานนอกพระนคร
การที่จะเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปทองคำล้ำค่าขนาดใหญ่ ที่มีความสำคัญยิ่งจากวัดพระศรีสรรเพชญ์ในเขตพระราชฐาน ออกมาประดิษฐานไว้ภายนอกนั้น มิใช่เรื่องเล็กน้อยจะต้องเป็นพระบรมราชโองการ หรือพระราชบัญชา อย่างน้อยก็ต้องเป็นพระบรมราชานุมัติขององค์พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็น “ เจ้าชีวิต” มีอำนาจสูงสุดของแผ่นดินเท่านั้น
อีกประการหนึ่ง เรื่องนี้จะต้องบังเกิดมีขึ้นในยามที่กรุงศรีอยุธยายังเป็นปรกติสุขดีอยู่พอสมควรเท่านั้น
ทั้งนี้ หากเกิดขึ้นในขณะที่กองทัพพม่าเข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยาแล้วไซร้ จะไม่มีทางเคลื่อนย้ายอัญเชิญพระพุทธรูปล้ำค่าควรเมืองเช่นนี้ ออกมานอกกำแพงเมืองได้เลย ด้วยทุกคนย่อมมุ่งรักษาชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัย คงไม่มีใครกล้าเสี่ยงเปิดประตูเมืองออกมา พร้อมกับนำพระพุทธรูปองค์ใหญ่มีค่าสูงสุดออกมาด้วยเป็นแน่ เพราะไม่มีทางรอดพ้นเงื้อมมือพม่าไปได้เลย
ดังนั้น ในลำดับต่อไปจะได้พิจารณาถึงสถานการณ์แวดล้อม ความเป็นไปในกรุงศรีอยุธยา ในระยะก่อนหน้าที่จะเสียกรุงครั้งที่ 2 ไม่นานต่อไป เพื่อให้สามารถชี้ประเด็นได้ถึงพระมหากษัตริย์พระองค์นั้นต่อไป
ความที่น่าจะเป็นไปได้อย่างยิ่ง ก็คือพฤติการณ์ของ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ซึ่งราษฎรทั่วไปชอบออกพระนามกันอย่างสามัญว่า “ ขุนหลวงหาวัด” พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 32 ของกรุงศรีอยุธยา ซึ่งทรงดำรงอยู่ในราชสมบัติได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น ในปี พ.ศ. 2301 โดยเหตุที่ต้องเสด็จออกทรงผนวชถึง 2 ครั้ง 2 หน ด้วยเหตุผลทางการเมืองเป็นเรื่องขุ่นเคืองรำคาญในพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง จนสุดที่จะทนดำรงอยู่ในราชสมบัติต่อไปได้
ในที่สุด ก็มิได้ลาผนวชออกมา ตราบกระทั่วเสด็จสวรรคตในเมืองพม่า ด้วยทรงถูกจับเป็นเชลยไปในคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 นั้น
ด้วยเหตุนี้ คนทั่วไปในสมัยนั้นจึงพากันออกพระนามว่า “ ขุนหลวงหาวัด”
การเสด็จออกทรงผนวชครั้งแรกนั้น ได้บังเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2301 หลังจากเพิ่งครองราชย์ย์สืบต่อจากสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ พระราชบิดามาได้ 2 เดือน ทั้งนี้เกิดจากพระเจ้าเอกทัศ (ขุนหลวงขี้เรื้อน) พระเชษฐาซึ่งพระราชบิดาขับไล่ไสส่งให้ออกไปทรงผนวชเสียไม่ยอมให้ครองราชย์บัลลังก์ ด้วยความประพฤติไม่เหมาะสมนั้น
ครั้งเมื่อพระเจ้าบรมโกศสวรรคต พระเจ้าอุทุมพรได้ทรงครองราชย์สมบัติสืบต่อมาตามราชประเพณี ในตอนนี้เองได้ลาผนวชออกมาแล้วสถาปนาตนเองขึ้นเป็นเสมือนพระเจ้าแผ่นดินขึ้นมาอีกพระองค์หนึ่ง โดยพระราชชนนีแสดงท่าทีสนับสนุนด้วย
ด้วยเหตุนี้ ทำให้พระเจ้าอุทุมพรตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ หลังจากประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมาได้เพียง 10 วัน พระเจ้าเอกทัศน์ได้ขึ้นครองราชย์สมบัติสืบต่อมา
พระเจ้าอุทุมพรได้เสด็จออกไปทรงผนวชที่วัดเดิม (วัดอโยธยา) นอกพระนครทางฝั่งตะวันออก แล้วเสด็จไปประทับจำพรรษาอยู่ที่วัดประดู่โรงธรรม ซึ่งอยู่ไกลพระนครออกไปอีก
ครั้งปีรุ่งขึ้น พ.ศ. 2302 ก็มีกองทัพพม่าบุกเข้ามาทางใต้ ตีหัวเมืองต่างๆได้มาตามลำดับ กองทัพไทยที่ส่งออกไปรับมือจากในกรุง ประสบแต่ความปราชัยพ่ายแพ้โดยตลอด ในที่สุดกองพม่าก็รุกเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยา
ในกรุงศรีอยุธยาเวลานั้น ได้บังเกิดโกลาหลขึ้นมาเป็นการใหญ่ จนถึงขั้นได้มีการเรียกร้องให้พระเจ้าอุทุมพรทรงลาผนวชกลับมาครองราชสมบัติต่อไปตามเดิม ด้วยเกรงบ้านเมืองจะไปไม่รอด
พระเจ้าเอกทัศต้องทรงยอมปฏิบัติตามมติมหาชนโดยดี พระเจ้าอุทุมพรได้กลับมาครองราชสมบัติดังเดิม
พระเจ้าอุทุมพรได้ทรงเข้ารับพระราชภาระป้องกันบ้านเมืองยามคับชันอย่างเข้มแข็งทั้งสองฝ่ายต่างก็ใช้ปืนใหญ่ออกยุทธแย้ง ยิงระดมเข้าใส่กัน เสียงดังลั่นสนั่นปถพี ครั้งนั้น พระเจ้าอุทุมพรถึงกับทรงบัญชาการยิงปืนใหญ่ด้วยพระองค์เอง ส่วนทางฝ่ายพม่านั้นเล่า พระเจ้าอลองพญาก็ทรงเข้าบัญชาการยิ่งอย่างใกล้ชิดเช่นกัน
ครั้งนั้น กระสุนปืนใหญ่นัดหนึ่งจากฝ่ายพม่า ได้ยิงเข้ามาถูกยอดปราสาทพระที่นั่งสุริยาสอมรินทร์ ที่ประทับของพระเจ้าเอกทัศเวลานั้น ส่งผลให้ยอดปราสาทพังทลายลงมา สร้างความตระหนกตกใจให้แก่ชาวกรุงยามนั้นเป็นอันมาก
แต่กรุงศรีอยุธยาครั้งนั้นยังไม่ถึงคราวชะตาขาด จึงบังเกิดเหตุใหญ่ร้ายแรงขึ้นแก่กองทัพหลวงของพม่า ด้วยปืนใหญ่ได้ระเบิดขึ้นมา สะเก็ดระเบิดถูกพระเจ้าอลองพญาถึงบาดเจ็บสาหัส
ปืนใหญ่จากฝ่ายพม่า ต้องสงบเสียงลงทันที
กองทัพพม่าต้องล่าถอยกลับขึ้นไปทางเหนืออย่างรีบร้อน หลังจากที่ล้อมกรุงศรีอยุธยามาได้เพียง 19 วัน ขณะที่ทัพพม่าล่ากลับไป ยังมิทันที่จะพ้นแดนเมืองตากพระเจ้าอลองพญาก็เสด็จสวรรคตด้วยทนพิษบาดแผลไม่ไหว
พอศึกพม่าสงบลง ภายในกรุงศรีอยุธยาก็บังเกิด “ ศึกชิงราชบัลลังก์” ขึ้นมาใหม่อีก พระราชพงศาวดารบันทึกเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้สั้นๆ ดังนี้
“ อยู่มาวันหนึ่งเพลากลางคืน มีพระราชโองการให้หาพระอนุชาธิราชเจ้าเข้าเฝ้าถึงที่ข้างใน ครั้งเสด็จเข้าไปทอดพระเนตรเห็นพระเจ้าพี่ถอดพระแสงดาบพาดพระเพลาอยู่ ก็เข้าพระทัยว่าทรงรังเกียจจะทำร้าย มิให้อยู่ในฆราวาส จึงเสด็จกลับออกมาที่ข้างหน้า ครั้นถึง ณ เดือนแปดข้างขึ้น จึงเสด็จลงเรือพระที่นั่งออกไป ณ วัดโพธิ์ทองคำหยาด ทรงพระผนวชแล้วเสด็จกลับเข้ามาอยู่ ณ วัดประดู่ดังแต่ก่อน”
รวมความว่า พระเจ้าอุทุมพรไม่ทรงประสงค์จะต่อกรกับพระเชษฐา ทรงยอมสละพระราชอำนาจ ก้าวลงจากราชบัลลังก์แต่โดยดี แล้วก็ทรงหันเข้า “ หาวัด” อีกครั้งหนึ่ง ด้วยการเสด็จออกไปทรงผนวชที่วัดโพธิ์ทอง ใกล้กับตำหนักบ้านคำหยาดที่ประทับ ในแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ ซึ่งอยู่ไกลออกไปถึงในเขตจังหวัดอ่างทองปัจจุบัน แล้วก็เสด็จกลับเข้ามาประทับจำพรรษาอยู่ ณ วัดประดู่โรงธรรมชานพระนครศรีอยุธยา ดังแต่กาลก่อน
ในการเสด็จออกทรงผนวชเป็นครั้งที่ 2 ของพระเจ้าอุทุมพร หรือ “ ขุนหลวงหาวัด” นี้เอง ที่สันนิษฐานว่าคงจะได้อัญเชิญพระพุทธรูปทองคำองค์ออกมาจากวัดพระศรีสรรเพชญ์ ในครั้งนั้นด้วย
ครั้งนั้น “ ขุนหลวงหาวัด” คงจะได้ทูลขออนุญาตอัญเชิญพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ไปไว้สักการบูชา เพื่อเป็นมิ่งขวัญเสริมพระบารมีทางธรรมของพระองค์ให้เจริญก้าวหน้าไปด้วยดียิ่งขึ้นสืบไป พระเจ้าเอกทัศน์ผู้เป็นพระเชษฐายอ่มจะทรงอนุโลมตามคำขอของพระอนุชา โดยทรงมีพระบรมราชานุมัติให้ด้วยดี ด้วยทรงเห็นแก่พระอนุชาผู้ทรง “ หลีกทาง” ให้พระองค์ขึ้นสู่ราชบัลลังก์ ได้สำเร็จด้วยความราบรื่นอีกเป็นครั้งที่ 2
นอกจากนั้น ยังเชื่อว่าเทพยดาผู้รักษาพระพุทธรูปทองคำองค์สำคัญยิ่งนี้ คงจะทรงเล็งเห็นด้วย “ ทิพยญาณ” ถึงมหันตภัยครั้งใหญ่ร้ายแรงยิ่งอันจะบังเกิดแก่กรุงศรีอยุธยาในกลางข้างหน้าไม่ช้านี้ ถึงทรงบันดาลให้พระเจ้าอุทุมพรต้องพระทัยในพระพุทธรูปทองคำองค์นี้เป็นพิเศษ จึงได้ทูลขอต่อพระเจ้าเอกทัศ ในโอกาสที่จะได้เสด็จออกทรงผนวชเป็นคำรบสองนั้นเอง