ตามระบบสังคมของบ้านเมืองเรา ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น บุคคลธรรมดาสามัญไม่อาจจะมีทองคำไว้ในครอบครอง และไม่อาจนำมาทำเป็นเครื่องประดับใดๆ ได้เลย นอกจากพระมหากษัตริย์ และเชื้อพระวงค์ผู้สูงศักดิ์เท่านั้น
การที่จะสามารถหาทองคำจำนวนมากมาย มีน้ำหนักเป็นตันๆ นั้น จึงเป็นวิสัยของพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าเท่านั้น
ยิ่งการที่นำมาสร้างเป็นองค์พระปฏิมาองค์ใหญ่โตถึงเพียงนี้ขึ้นมาได้นั้น ก็ยิ่งต้องเป็นพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าที่มีพระบุญญาบารมี กอปรด้วยมีพระราชศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ทรงมีนายช่างปฏิมากรที่สามารถเป็นข้าราชบริพารเท่านั้น จึงจะหล่อสร้างเป็นองค์พระพุทธปฏิมาได้สำเร็จ
ดังนั้น ผู้สร้างพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ จะต้องเป็นพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าเท่านั้น
ส่วนจะสร้างขึ้นมาในช่วงเวลาใดนั้น เมื่อวินิจฉัยจากพุทธศิลป์ที่ปรากฏอยู่ก็อาจกล่าวได้ว่าจะต้องเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นโดยพระมหากษัตริย์ใดพระองค์หนึ่ง ในจำนวน 2 พระองค์คือ
- สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991-2031)
- สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พ.ศ. 2034-2072)
ทั้งนี้ เนื่องจากหลังรัชสมัยของ 2 พระองค์นี้ สถานการณ์บ้านเมืองมีความยุ่งยากนานัปการ ทั้งภายในและภายนอก เช่น มีการช่วงชิงราชบัลลังก์กัน ถึงขั้นประหัตประหารล้างผาญชีวิตกันอยู่เสมอ เป็นต้นว่า เรื่องของขุนวรวงศาธิราชกับท้าวศรีสุดาจันทร์ พระมหากษัตริย์ส่วนใหญ่อยู่ในราชสมบัติด้วยเวลาอันสั้น หลังจากนั้นก็ต้องเผชิญกับศึกใหญ่จากพม่า มีการรบรุกติดพันกันมาเป็นเวลาหลายปี จนกรุงศรีอยุธาต้องตกเป็นประเทศราชครั้งแรกไปนานถึง 15 ปี บ้านเมืองบอบช้ำแหลกลาญยับเยิน จนยากที่จะฟื้นฟูขึ้นมาได้โดยง่าย
ครั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกอบกุ้เอกราชขึ้นมาได้ ก็ต้องเผชิญกับศึกสงครามใหญ่ตลอดเวลา ไม่อาจสร้างสรรค์งานศิลปกรรมการช่างที่สำคัญขึ้นมาได้เลย
แม่นับแต่รัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถเป็นต้นมา บ้านเมืองจะค่อยสงบสุข ปราศจากการศึกสงครามภายนอกมาย่ำยี แต่การภายในก็หาเป็นปรกติสุข/ม่ มีการปรัหัตประหารชิงอำนาจกันแทบไม่ว่างเว้นแต่ละรัชกาล ครั้นล่วงถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง สถานการณ์ณ์บางช่วงจะค่อยดีขึ้นมาบ้าง แต่ก็ถึงยุคสมัยแห่งการช่างศิลปกรรมได้เปลี่ยนแปลงไป ด้วยหันไปนิยมการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องให้ดูหรูหราอลังการ การได้เนไปเช่นนี้ตราบกระทั่งสิ้นสุดยุคสมัยของกรุงศรีอยุธยา ราชธานีสำคัญยิ่งของชาติไทยเรา
ดังนั้น พระพุทธรูปทองคำ วัดพะเยาว์ ประติมากรรมยิ่งใหญ่สิ่งหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา จึงน่าจะถูกสร้างขึ้นมาในรัชสมัยของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ในจำนวน 2 พระองค์ ที่ได้เอ่ยพระนามมาแล้วเท่านั้น
ต่อไปนี้จะได้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ โดยลำดับไป
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเป็นพระมหากษัตริยาธิราชที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งของชาติ พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่เสด็จขึ้นไปประทับที่เมืองพิษณุโลกในฐานะพระมหาอุปราช ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์เพียง 15 พรรษา แสดงถึงความมั่นคงแห่งพราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ที่สามารถผนวกเอาราชอาณาจักรสุโขทัย เข้ามารวมไว้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้โดยสนิทแน่นดุจทองแผ่นเดียวกันอย่างแท้จริงได้เป็นครั้งแรก
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีพระราชศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนาเป็นที่ยิ่ง ซ้ำยังทรงดำรงอยู่ในพระราชสมบัติได้เป็นเวลาช้านานถึง 40 ปีอีกด้วย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงทรงอยู่ในฐานะที่จะเป็นผู้สร้างพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยประการทั้งปวง
แต่เมื่อได้พิจารณาถึงรายละเอียดแห่งพระราชกรณียกิจทั้งปวงโดยถ่องแท้ ตลอดถึงสถานการณ์ต่างๆ ในรัชสมัยอย่างรอบคอบแล้ว จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะทรงสร้างพระพุทธรูปทองคำองค์สำคัญนี้ขึ้นมาได้ เนื่องจาก แม้จะทรงดำรงอยู่ในสิริราชสมบัติเป็นเวลาช้านานถึง 40 ปี แต่ก็ทรงมีเวลาที่ประทับอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเพียง 15 ปี อีก 25 ปี ได้ทรงย้ายราชธานี และเสด็จขึ้นไปประทับอยู่ ณ เมืองพิษณุโลก ด้วยมีศึกเชียงใหม่ในรัชสมัยแห่งพระเจ้าติโลกราช (ท้าวลก) ยกพหลพลโยธามารุกรานหัวเมืองฝ่ายเหนือ ทำให้ต้องย้ายราชธานีขึ้นไปรับศึกในครั้งนั้น เป็นเวลาช้านานถึง 25 ปี ตราบกระทั่งเสด็จสวรรคต ราชธานีจึงกลับมาอยู่กรุงศรีอยุธยาตามเดิม
ตลอดเวลา 15 ปีที่ประทับอยู่ ณ กรุงศรีอยุธยา พระองค์ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจมากหลาย ซึ่งล้วนเป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญทั้งสิ้น เช่น
- ได้ทรงจัดระเบียบบริหารการเมืองการปกครองครั้งใหญ่ มีการแยกราชการทหารกับพลเรือนออกจากกัน เกิดตำแหล่งสมุหนายก และสมุหพระกลาโหม เป็นหัวหน้าพลเรือนและทหาร มีเสนาบดีจตุสดมภ์ภ์ (เมือง วัง คลัง นา) บริหารราชการแผ่นดินตามหน้าที่ นอกจากนี้ยังทรงจัดระเบียบการปกครองหัวเมืองครั้งใหญ่อีกด้วย
พร้อมกันนั้น ก็ยังทรงจัดระเบียบสังคม ที่เรียกกันว่า “ ศักดินา” เป็นการวางระเบียบชั้นฐานันดรศักดิ์ของพลเมืองทุกระดับขั้น ตั้งแต่เจ้านายชั้นสูง ลงมาจนถึงราษฎรสามัญที่เป็นไพร่ ทาส ฯลฯ
- ได้ทรงย้ายพระราชนิเวศน์มณเฑียรสถานที่ประทับ ขึ้นไปอยู่ทางด้านเหนือ ริมแม่น้ำลพบุรี ซึ่งมีอาณาบริเวณกว้างขวางกว่าเดิมมาก นับเป็นการปฏิบัติปรับปรุงพระราชมณเฑียรสถานที่ประทับ ครั้งใหญ่คราวแรกของกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้เป็นแบบฉบับของราชธานีที่สถาปนาขึ้นในชั้นหลังต่อมา
ส่วนบริเวณพระราชฐานที่ประทับเดิม ที่มีมาแต่แรกสร้างกรุงนั้น ได้ทรงพระราชอุทิศถวายเป็นพระอารามอยู่ในเขตพระราชฐาน ซึ่งต่อมาได้นามว่า “ วัดพระศรีสรรเพ็ชญ์”
- ได้ทรงหล่อรูปพระโพธิสัตว์ 550 พระชาติขึ้น ในปี พ.ศ. 2001 เท่าที่ได้ขุดพบเมื่อปี พ.ศ. 2475 นั้น ปรากฎว่ามีทั้งศิลปะอู่ทองและศิลปะอยุธยา
งานหล่อสร้างพระปฎิมาจำนวนมากมายเช่นนี้ ต้องใช้เวลามาก คงไม่อาจจับงานสร้างพระพุทธรูปทองคำ ซึ่งเป็นงานสำคัญยิ่งสุดยอดอย่างหนึ่งขึ้นมาได้
หลังจากนั้นอีก 25 ปี (พ.ศ. 2006-2031) ก็เป็นช่วงเวลาที่เสด็จขึ้นไปประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลก จึงทำให้ได้ทรงสร้างสรรค์งานด้านการพระศาสนาขึ้นไว้ที่นั่นเป็นอันมาก เช่น งานบูรณะวัดจุฬามณี และวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (วัดใหญ่ ที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช) ฯลฯ งานประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตเพื่อทรงพระราชนิพนธ์ “ มหาชาติคำหลวง” วรรณกรรมสำคัญยิ่งเรื่องหนึ่งของพระพุทธศาสนาในสังคมไทย
ที่สำคัญที่สุด ก็คือการเสด็จออกทรงผนวชที่วัดจุฬามณี เมื่อปี พ.ศ. 2008 ในครั้งนั้น มีเจ้านายและข้าราชบริพารออกบวชโดยเสด็จด้วย เป็นจำนวนถึง 2,388 รูป
ด้วยเหตุทั้งหลาย ตามที่กล่าวมานี้ จึงวินิจฉัยว่า พระพุทธรูปทองคำขนาดใหญ่เช่นนี้ ไม่น่าจะถูกสร้างในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
|